วันจันทร์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2553


จากเรื่องราวของความทรงจำที่เลือนลางสู่ความทรงจำที่ไม่มีจริง

เมื่อครั้งยังเด็กเราเองเคยวิ่งเล่นอยู่ในสถานที่หนึ่งอย่างสนุกสนาน มีแต่ความสุข ร่าเริง ไม่ได้คิดสิ่งใดนอกจากเสียงหัวเราะและอาหาร ความรู้สึกที่เท้าของเราได้สัมผัสผืนดินผืนนั้น กับวัตถุสิ่งของที่อยู่รายรอบ แสง สี กลิ่นอายของแดด สุนัขที่แสนจะน่ารักและคนในครอบครัวที่อยู่รายรอบพร้อมหน้าพร้อมตา ทุกๆ ครั้งที่ผมนั่งนิ่งๆ แล้วคิดถึงเรื่องราวต่างๆ เหล่านี้ มันช่างมีคำถามกับความรู้สึกนี้เสมอว่า ... ทำไม ? ... ทำไมผมจำอะไร หรือเรื่องราวในชีวิตผมไม่ได้ ? ไม่ว่าจะเป็นสีสัน รายละเอียดของสิ่งของหรือ สถานที่ หรือแม้กระทั่งเหตุการณ์สำคัญๆ หรือนี่เองที่เราเรียกกันว่าความทรงจำ มันช่างเป็นอดีตที่สมบูรณ์แบบจริงๆความทรงจำสำหรับผมเป็นเพียงแค่เวลาที่ก้าวไปข้างหน้าโดยทอดเงาสู่เบื้องหลัง ซึ่งเงานี้ไม่ได้ลากยาวและไกลเลย เป็นเพียงเงาสั้นๆ ที่บ่งบอกการมีอยู่ของเวลา

คำว่าความทรงจำสำหรับผมในที่นี้จึงดูไม่สวยงาม และสำคัญอะไรมากมายเทียบเท่าปัจจุบัน หรือเพราะในตัวเราเองเมื่อครั้งอดีตไม่ได้มีเรื่องราวความน่าสนใจที่สามารถทำให้ตนเองจดจำ หรือเพราะความทรงจำของเราเองเป็นสิ่งที่เลวร้ายและไม่น่าที่จะจำ สมองเลยทำหน้าที่ลบ ลบสิ่งที่ไม่พึงปรารถนาในหน่วยความจำ ซึ่งที่จริงแล้วเรื่องราวที่ผ่านมาในชีวิตเราเองก็เคยมีเหตุการณ์ หรือประสบการณ์ดีๆ เข้ามาในชีวิตอยู่ไม่น้อย หรือเราเองเป็นโรคร้ายที่คอยทำลายความทรงจำในอดีต ทุกๆ ครั้งที่ผมนั่งนิ่งๆ เพื่อที่จะรำลึกเรื่องราวในอดีต เสียงรำพึงรำพันที่ถามถึงสาเหตุที่ผมจำความไม่ได้ต่างๆ นี้ก็เข้ามาแทนที่ภาพอดีตต่างๆ ที่ต้องการที่จะเห็นและสัมผัสมันอีกครั้ง

ทั้งนี้การที่เราเองคิดที่สัมผัสภาพต่างๆ ในอดีต ก็มีสาเหตุสืบเนื่องมาจากห้วงเวลาของปัจจุบัน อาจเป็นเพราะปัจจุบันมีชีวิตไม่เป็นดังหวัง หรือมีเหตุการณ์ที่ทำให้ตัวเราเองหวนคำนึงถึงเรื่องราวในอดีต อดีตจึงมีความสำคัญไม่แพ้ปัจจุบัน อดีตอาจเป็นแรงผลักดันให้เราก้าวไปข้างหน้า หรืออดีตอาจทำให้เราทรุดโทรมและก้าวถอยหลัง ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับสภาพการณ์ของจิตใจในเวลาปัจจุบัน การที่หวังสัมผัสความทรงจำที่เป็นร่องรอยแห่งอดีตนี้ได้สร้างแรงปรารถนาในจิตใจให้นึกถึงเรื่องราวรายละเอียดในอดีต โดยหวังว่าเราจะสัมผัสกับเรื่องราวต่างๆ นี้ได้อีกครั้ง ซึ่งอาจปรากฏเป็นมโนภาพร่องรอยในจิตใจ หรือปรากฏเป็นความฝันในยามหลับ ภาพความทรงจำนี้มักผูกโยงกับสิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นบุคคล สิ่งของหรือสถานที่ ซึ่งสถานที่ในที่นี้มีพลังที่จะสามารถดึงดูดเราให้มีความทรงจำไปผูกโยงกับสถานที่ได้ กล่าวคือสถานที่หรือพื้นที่นี้มีตำแหน่งที่ตั้งที่คงอยู่และถาวรโดยปราศจากการหายไปตามกาลเวลา แต่ถึงแม้สถานที่ที่อยู่ในความทรงจำนี้ในเวลาปัจจุบันมันไม่คงอยู่สภาพเดิมหรือสูญสลายไปตามกาลเวลา แต่สิ่งที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในพื้นที่ดังกล่าวนี้คือการที่ “เคยมี เคยอยู่ หรือเคยเป็น” อาการของคำว่าเคย ... ต่างๆ นี้ได้แสดงให้เห็นว่ายังคงมีเรื่องราวต่างๆ แฝงตัวอยู่ในพื้นที่ พื้นที่ไม่เคยเป็นสิ่งที่ว่างเปล่าโดยปราศจากเรื่องราว เรื่องราวต่างๆ ในพื้นที่นี้อาจต่างกันไปตามประสบการณ์แต่ละบุคคล สำหรับบางคนพื้นที่อาจเป็นระนาบรองรับของการอยู่อาศัย บางคนพื้นที่อาจเป็นสถานที่ที่ทำให้เกิดเรื่องราวมากมายในชีวิต ดังนั้นพื้นที่จึงเป็นระนาบรองรับเรื่องราวที่ทำให้เกิดประสบการณ์ต่างๆ นานามากมายในชีวิต พื้นที่หรือสถานที่นี้จึงสามารถโยงใยไปถึงการนึกย้อนเพื่อให้ได้มาซึ่งความทรงจำ

การปรากฏตัวของพื้นที่ หรือสถานที่ที่ทำให้เรานึกย้อนไปถึงเรื่องราวในอดีตนี้ ปรากฏให้เห็นชัดเจนในผลงานศิลปะของ อลงกรณ์ ศรีประเสริฐ ในผลงานชุด “Nothing” ผลงานชุดนี้ของอลงกรณ์ เป็นผลงานศิลปะภาพถ่าย (ขาว-ดำ) โดยภาพที่ปรากฏในผลงานคือภาพสถานที่ต่างๆ นานาที่อลงกรณ์มีความผูกพันและมีเรื่องราวความหลังกับมัน หรือเป็นสถานที่ที่เคยพักอาศัยเมื่อในอดีต บางพื้นที่อาจเป็นพื้นที่ที่เคยมีประสบการณ์ที่ทำให้มีความรู้สึกสุข / ทุกข์ สิ่งต่างๆ นี้ได้ย้อนกลับมาให้สัมผัสอีกครั้งในภาษาของศิลปะ(ภาพถ่าย) ภาพที่ปรากฏในผลงานของอลงกรณ์นี้ เป็นภาพสถานที่ที่มีความเลือนราง ด้วยแสงที่จัดจ้านจนทำให้ภาพที่ปรากฏออกมาไม่สามารถมองเห็นได้ถึงรายละเอียด ไม่ว่าจะเป็นความชัดเจนของสถานที่ วัตถุสิ่งของ ยานพาหนะ ข้าวของเครื่องใช้ ทุกอย่างถูกซ้อนทับด้วยแสงสีขาวทั่วทั้งภาพ รูปแบบการนำเสนอเป็นไปอย่างเรียบง่ายแต่อุดมสมบรูณ์ด้วยพลังของภาษาภาพถ่าย ซึ่งผลงานนี้เป็นผลงานภาพถ่ายที่ปราศจากสิ่งเติมแต่งใดๆ ทุกๆ รายละเอียดล้วนเกิดจากภาษาของภาพถ่าย ไม่ว่าจะเป็นเทคนิคการพิมพ์ภาพที่มีคุณภาพสูง และการติดตั้งที่มีความสมบรูณ์ ซึ่งทำให้ผลงานภาพถ่ายชุดนี้โดดเด่น ชัดเจนทั้งด้านเนื้อหาและวิธีการแสดงออก โดยคงความเป็นธรรมดาสามัญของภาพถ่าย ที่ภาพถ่ายไม่ได้เป็นเพียงส่วนประกอบของงานศิลปะ แต่ภาพถ่ายนี้เป็นสื่อหลักในการนำเสนอผลงาน

ภาพถ่ายทั้งหมดในผลงานของอลงกรณ์ เป็นการพยายามที่เข้าไปต่อรองกับเวลา เวลาที่ได้ผ่านไปอย่างสมบูรณ์และทิ้งร่องรอยไว้ในห้วงแห่งความทรงจำ ร่องรอยแห่งความทรงจำดังกล่าว แน่นอนมันย่อมไม่เป็นรูปธรรมในโลกของปัจจุบัน โดยความทรงจำนั้นเป็นเพียงผลกระทบของการกระทำในอดีตที่เรามีประสบการณ์ร่วมกับสิ่งๆ นั้น หรือเหตุการณ์นั้นๆ เมื่อความทรงจำนั้นไม่มีรูปในปัจจุบันเป็นเพียงแค่ภาพจางๆการนำเสนอหรือถ่ายทอดสิ่งไม่มีรูปและจับต้องไม่ได้นี้ จึงต้องอาศัยกระบวนการที่สามารถตอบคำถามในเรื่องของเวลาได้เป็นอย่างดี กระบวนการนี้จึงตกไปอยู่ที่กระบวนการถ่ายภาพ การถ่ายภาพนี้ได้เป็นเครื่องมือในการบันทึกเวลาแบบชั่วขณะ เพื่อที่จะนำเรื่องราว เหตุการณ์ต่างๆ มาปรากฏในระนาบของภาพถ่าย การถ่ายภาพจึงเป็นสิ่งที่สามารถยื้อเวลาที่ยังคงดำเนินต่อไปให้หยุดนิ่งลงสู่ระนาบของภาพถ่าย

ซึ่งการปรากฏรูปของสิ่งต่างที่อยู่ในภาพถ่ายนี้ไม่ว่าจะเป็นวัตถุสิ่งของ คน หรือสถานที่นี้เมื่อเราคิดจะถ่ายภาพหรือขณะที่กำลังถ่ายภาพนั้น เรากำลังเลือกกรอบหรือมุมมองของอดีตเพื่อที่จะบันทึกไว้ ฉะนั้นแล้วการถ่ายภาพจึงเป็นการถ่ายภาพของอดีตให้ปรากฏรูป โดยกระบวนการถ่ายภาพเป็นการกระทำที่ขัดแย้งกับการดำเนินไปของเวลาคือ เมื่อเราคิดที่จะถ่ายภาพ เรามีภาพในใจหรือในจินตนาการ การที่มีภาพในใจนี้เป็นการคาดคะเนอนาคตแบบตีกรอบกว้างๆ และเมื่อขณะที่เรากำลังจะถ่ายภาพหรือกดชัตเตอร์นั้น เราได้มีมุมมองของความเป็นปัจจุบันโดยสมบูรณ์แบบ เมื่อสิ้นเสียงชัตเตอร์แล้ว เวลาของความเป็นปัจจุบันก็ผ่านไป เหลือแต่สิ่งที่เป็นอดีตที่ปรากฏเป็นภาพถ่าย ฉะนั้นแล้ว กระบวนการถ่ายภาพนี้จึงเป็นการวิ่งสวนทางกันของเวลาความเป็นจริงคือ อนาคต ปัจจุบัน และอดีต เป็นที่น่าสังเกตว่า ไม่ว่ากระบวนการจะย้อนหรือตีกลับไปเพียงใดปัจจุบันก็ยังคงอยู่ในตำแหน่งเดิม คือตำแหน่งของการกระทำ ดังนั้นผลของภาพถ่ายคือการนำพาอดีตมาปรากฏตัวให้เป็นรูปธรรมในเวลาปัจจุบันอีกครั้ง

แต่ปัญหาอยู่ที่ว่าการปรากฏตัวของอดีตที่เป็นรูปธรรมนี้ จะทำอย่างไรให้ภาพนั้นมีความใกล้เคียงกับความทรงจำที่แท้จริง ในเมื่อคำว่าความทรงจำคือเวลาที่ได้ล่วงเลยไปนานแล้วซึ่งหลงเหลือแต่เพียงภาพจางๆ เมื่อเราอยากที่จะสัมผัสความทรงจำอีกครั้งในเวลาปัจจุบัน ทางเดียวที่เราทำได้คือกลับไปหา แต่การกลับไปหานี้มันเป็นการกระทำในเวลาปัจจุบัน ปัญหาคือจะทำอย่างไรให้การกลับไปหาอดีตแล้วนำเสนอนี้ปราศจากการบิดเบือนของการกระทำเวลาปัจจุบัน

ภาพถ่ายที่เป็นความทรงจำที่ปราศจากการบิดเบือนของความเป็นปัจจุบันนี้ ปรากฏให้เห็นในผลงานของอลงกรณ์ ในชุดผลงาน “Nothing” โดยภาพที่ปรากฏนี้เป็นภาพความทรงจำเมื่อครั้งอดีตที่มีการนึกถึง และอยากเข้าไปสัมผัสอีกครั้งในเวลาปัจจุบันที่ไม่ได้นำความจริงของปัจจุบันไปสัมผัส แต่เป็นการนำห้วงเวลาของอดีตที่มีความสัมพันธ์กับสถานที่ไปสัมผัสโดยการกลับไปสถานที่ที่นั้นอีกครั้ง สถานที่นี้ได้มีความผูกพันกับ อลงกรณ์ทางด้านความรู้สึกว่าด้วยการมีประสบการณ์ การวาดภาพความทรงจำของอดีตนี้ได้ใช้แสงซึ่งปรากฏเป็นผลงานภาพถ่าย ภาพถ่ายแห่งความทรงจำนี้เป็นภาพความทรงจำที่เป็นรูปธรรมที่สมบูรณ์ซึ่งเป็นภาพที่เลือนรางและจืดจาง ภาพเลือนรางนี้แสดงให้เห็นว่าเราไม่สามารถเข้าไปสัมผัสและรู้สึกกับอดีตได้ดังเดิม สิ่งที่ทำได้ตอนนี้แค่เพียงผู้สังเกตการณ์ความเป็นไปของความทรงจำในจิตใจ โดยมีเวลาของความเป็นจริงคั่นกลางอยู่ การที่อลงกรณ์ได้เป็นเพียงแค่ผู้สังเกตการณ์ความเป็นไปนี้ เกิดจากการที่เราเองไม่สามารถกลับเข้าไปในห้วงเวลาของอดีตได้ อดีตย่อมเป็นอดีต เราไม่สามารถย้อนเวลาเข้าไปรู้สึกดังเดิมได้แสงสีขาวที่ปรากฏในผลงานจึงเป็นดั่งแสงแห่งเวลาความเป็นจริงที่ถูกซ้อนทับด้วยเวลาทั้งอดีต และปัจจุบันเวลาที่ซ้อนกันดังกล่าวทำให้ภาพที่ปรากฏนั้นไม่มีเค้าโครงของความจริงแท้ เพราะสิ่งที่ปรากฏอยู่มันไม่มีอยู่จริง

การที่ไม่มีอยู่จริงที่ว่านี้ไม่ใช่ว่าวัตถุหรือสถานที่ดังกล่าวไม่มีอยู่จริง หากแต่การมีอยู่ไม่จริงนี้เป็นการไม่มีอยู่จริงของความรู้สึก ความรู้สึกของอดีตมันไม่สามารถกลับมาได้อย่างสมบูรณ์ เพราะตัวเราเองได้ผ่านมันมาอย่างสมบูรณ์ด้วยเหตุผลของ“เวลา” เวลาได้นำพาตัวเราออกจากเสี้ยววินาทีตรงนั้น เวลาได้นำพาเราไปข้างหน้าเสมอ ดังนั้นการรับรู้สิ่งต่างๆ จึงมีเวลาเป็นส่วนสำคัญ ซึ่งไม่มีทางซ้ำรอยเดิม ดังเช่นตัวอย่างเมื่อเราขยำกระดาษสองแผ่น โดยมีเวลาในการขยำต่างกัน เราไม่สามารถได้รอยยับของกระดาษที่เหมือนกับอย่างสมบูรณ์ เช่นเดียวกับการนึกถึงอดีตที่ผูกโยงกับสถานที่ดังกล่าว เรากลับไปถ่ายภาพพื้นที่นั้น เราเองก็ไม่สามารถได้ภาพถ่ายที่เป็นภาพของความทรงจำของอดีตที่สมบูรณ์ สิ่งที่เราทำคือการนำเอาเวลาของความเป็นจริงไปซ้อนทับกับพื้นที่หรือสถานที่แห่งความทรงจำ

นอกจากแสงแล้ว สิ่งที่บอกถึงการซ้อนทับกันของเวลานั้น ยังมีอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงการซ้อนทับดังกล่าว คือตำแหน่งของผู้ถ่ายภาพ (อลงกรณ์) ที่กลับเข้าไปถ่ายจากมุมมองที่เป็นภาพนอกของสถานที่นั้นๆ กล่าวคือ การที่ไม่เข้าไปในสถานที่ดังกล่าวนี้ ได้ชี้ให้เห็นถึงการเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ความเป็นไปที่ไม่ได้นำเวลาทั้งอดีตและปัจจุบันมากดทับ (ทั้งนี้ผู้เขียนขอชี้แจงเพื่อสร้างความกระจ่างชัดระหว่างคำว่า การซ้อนทับกันของเวลาอดีตและปัจจุบัน กับการนำเวลาอดีตและปัจจุบันมากดทับกล่าวคือ การซ้อนทับกันของเวลาอดีตและปัจจุบัน เป็นการกลับเข้าไปยังความรู้สึกในเวลาของอดีต โดยที่ไม่ได้บิดเบือนความเป็นจริงและปล่อยให้มีความเป็นธรรมชาติของเวลาดำเนินไป แต่การนำเวลาอดีตและปัจจุบันมากดทับนั้น เป็นการกระทำที่มีความพยายามที่จะฝืนกฏธรรมชาติของเวลา หรือหยุดเวลาเพื่อที่จะได้ภาพต่างๆในอดีตสมบูรณ์ขึ้นมา) ฉะนั้น แล้วผลงานภาพถ่ายนี้จึงเป็นการสังเกตการณ์ของอดีตด้วยเวลาปัจจุบัน และภาพในการนำเสนอนั้นเป็นภาพของอดีตที่ไม่ได้มีความพยายามเพื่อที่จะให้ได้ถึงความสมบูรณ์ แต่สิ่งที่ได้มาคือภาพความทรงจำของอดีตผูกโยงพื้นที่นั้นๆ

การไม่แสดงออกถึงความชัดเจนในภาพนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นส่วนตัว โดยความทรงจำนี้เป็นความทรงจำหรือความรู้สึกของผู้ถ่ายภาพเพียงคนเดียว ผู้ชมผลงานนั้นจะไม่มีทางรับรู้ความรู้สึกที่เป็นความทรงจำนี้ได้เลย สิ่งที่ได้คือความงามที่นำพาเราไปสู่ประตูแห่งเรื่องราว โดยปราศจากกุญแจที่นำเราเข้าไป กุญแจนี้ผู้สร้างผลงานเองได้เก็บซ่อนไว้ภายในจิตใจเพียงผู้เดียว การที่ไปไม่ถึงความรู้สึกดังกล่าวนี้เป็นสิ่งเน้นย้ำว่าเราไม่มีทางที่จะล่วงรู้ความรู้สึกที่แท้จริงของผู้อื่นได้ ในขณะเดียวกันผู้สร้างผลงานเองก็ไม่สามารถที่จะนำตัวเองเข้าไปยืนอยู่ในเวลาอดีต แล้วนำเสนอได้อย่างสมบูรณ์แบบเช่นกัน

การถ่ายภาพที่มีการปรากฏของแสงมากเกินไปด้วยความตั้งใจที่เกิดจากเทคนิคของภาพถ่าย ได้เผยให้เห็นสาระสำคัญบางอย่างที่แฝงตัวอยู่คืออำนาจของผู้กระทำ แสงนี้ได้ชี้ให้เห็นถึงผู้กระทำที่มีเจตนาจะสถาปนาให้พื้นที่ต่างๆ นี้ให้เป็นพื้นที่ของตนเอง โดยการสร้างนิยามของพื้นที่นั้นใหม่ให้เป็นของตน พื้นที่จึงถูกแปรสภาพเป็นตัวอักษรที่เป็นเรื่องราวในงานเขียนหรือวรรณกรรมที่เขียนถึงชีวประวัติส่วนตัว โดยมีผู้ถ่ายภาพเป็นผู้ประพันธ์ ผู้ประพันธ์นี้ได้สร้างตัวบทเรื่องราวของชีวิตผ่านมุมมองของตน และเข้าไปจับจองพื้นที่ต่างๆ ให้เป็นพื้นที่แห่งความทรงจำในงานเขียน งานเขียนชิ้นนี้จึงเต็มไปด้วยการยึดครองพื้นที่ด้วยการนิยามอำนาจดังกล่าวได้สร้างกรอบที่เป็นมุมมองซึ่งเต็มไปด้วยองค์ประกอบที่ผู้ถ่ายภาพนิยามว่าเป็นของตนภาพถ่ายจึงเป็นร่างทรงที่ไร้วิญญาณของผู้ถ่ายโดยการโอนถ่ายอำนาจจากตนเองสู่กรอบของภาพ ภาพถ่ายนี้จึงเต็มไปด้วยการรองรับอำนาจเพื่อให้ได้มาซึ่งเรื่องราวหรือความทรงจำส่วนตัว แต่เป็นที่น่าสังเกตได้ว่า ไม่ว่าผู้สร้างผลงานนี้จะเข้าไปยึดครองพื้นที่หรือสถานที่ต่างๆ เพียงใดหรือมากเท่าใด ก็ไม่สามารถที่จะเป็นเจ้าของสิ่งๆ นั้นได้ ทั้งนี้เพราะสิ่งๆ นั้นก็ไม่ได้เป็นของเราอย่างแท้จริง สิ่งๆ นั้นเป็นเพียงสิ่งประกอบสร้างของประสบการณ์ที่เราเข้าไปมีส่วนร่วมในเวลานั้นๆ เราไม่สามารถบอกได้ว่าสิ่งที่เป็นส่วนประกอบของชีวิตเราเป็นส่วนหนึ่งของเรา เราทำได้เพียงกล่าวว่าส่วนประกอบต่างๆ เหล่านี้ เป็นสิ่งที่หล่อหลอมเราให้เราเป็นปัจจุบัน อำนาจดังกล่าวจึงไม่สามารถหยิบจับสิ่งใดให้เป็นของตนอย่างแท้จริง อำนาจในที่นี้ทำได้เพียงการนำเรากลับไปยังอดีตด้วยการกำหนดมุมมองของภาพ ซึ่งอำนาจดังกล่าวไม่ได้ทำให้เรานำอดีตกลับมาปัจจุบันได้อย่างสมบูรณ์แบบ แต่กลับได้ความสมบูรณ์แบบของอดีตกลับมา

ว่าด้วยความสมบูรณ์แบบของอดีตในผลงานนี้เป็นความสมบูรณ์แบบที่ไม่ชัดเจน เลือนราง และเต็มไปด้วยที่ว่างแห่งห้วงเวลา ซึ่งที่ว่างนี้ได้เป็นช่องว่างระหว่างอดีตกับปัจจุบันซึ่งเป็นที่มาของความทรงจำโดยความทรงจำในที่นี้ย่อมเลือนรางและตั้งอยู่บนพื้นฐานของความไม่มีอยู่จริงในเวลาปัจจุบัน มีสถานะเป็นเพียงประสบการณ์ที่พบพานจากเราไปอย่างสมบูรณ์แบบ ไม่สามารถแสดงตนและกลับมาอีกครั้งด้วยการกระทำในเวลาปัจจุบัน ทั้งนี้ช่องว่างดังกล่าว ได้เปิดให้เป็นพื้นที่ให้ขบคิดว่าระหว่างช่องว่างของช่วงเวลานั้นๆ ได้มีเหตุการณ์ หรือสถานการณ์ใดที่ทำให้เกิดความรู้สึก ความรู้สึกที่สามารถดึงเรากลับไปยังอดีตอีกครั้งในเวลาปัจจุบัน โดยที่ยินยอมให้เวลาของความเป็นปัจจุบันถูกซ้อนทับด้วยกาลของอดีต ความสมบูรณ์แบบนี้จึงอยู่บนฐานของการกระทำที่ไม่เข้าไปบิดเบือนอดีตด้วยปัจจุบัน ภาพที่ปรากฏในผลงานของอลงกรณ์จึงเต็มไปด้วยช่องว่างที่เป็นแสงแห่งสัญญะ ซึ่งสามารถบ่งบอกถึงความทรงจำที่ค่อนข้างจะเลือนรางได้เป็นอย่างดี

ว่าด้วยเรื่องภาษาที่เป็นภาษาภาพถ่ายนี้ จึงดูสอดคล้องกับเนื้อหาที่ต้องการนำเสนอ แม้ว่าในตัวภาพถ่ายนี้เป็นกระบวนการทำงานทางศิลปะที่มีกระบวนการในการทำงานน้อยกว่ารูปแบบงานประเภทอื่นไม่ว่าจะเป็นจิตรกรรม หรือรูปแบบงานศิลปะแบบอื่นๆ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคุณค่าของตัวมันเองจะด้อยกว่ารูปแบบงานศิลปะประเภทอื่น ภาพถ่ายมีสิทธิเทียบเท่าผลงานศิลปะประเภทอื่นๆ กล่าวคือคุณค่าด้านการส่งสารที่สมบูรณ์ โดยปราศจากการบิดเบือนจากการกระทำที่เป็นปัจจุบันด้วยการทำซ้ำหรือย้ำความคิดไปยังภาพ ซึ่งถ้าเนื้อหาและเรื่องราวที่นำเสนอนี้ถูกถ่ายทอดด้วยกระบวนการจิตรกรรม การปรากฏตัวของเวลาในอดีตดังกล่าวจะไม่สามารถไปถึงจุดหมายปลายทางได้อย่างสมบูรณ์ กล่าวคือด้วยกระบวนการจิตรกรรมนี้ ไม่สามารถถ่ายทอดเวลาที่เป็นชั่วขณะได้ด้วยเทคนิคที่จะต้องมีกระบวนการที่ซับซ้อน เพื่อให้ได้มาซึ่งผลงานที่สมบูรณ์ ถึงแม้ว่าผลงานนั้นจะเป็นผลงานที่เป็นเหมือนจริงที่สุดก็ตาม ความเหมือนจริงในที่นี้ไม่ได้เป็นสาระสำคัญกับผลงานที่มีการกล่าวถึงสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง แต่สาระสำคัญคือ การทำให้สิ่งไม่มีอยู่จริงนี้ปรากฏรูปโดยยังคงความสมบูรณ์ของการไม่มีจริง

ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นภาพถ่ายหรือผลงานจิตรกรรม คุณค่าของมันไม่ได้อยู่ที่ความยากง่ายหรือกระบวนการที่ซับซ้อน แต่หากอยู่ที่เราเลือกใช้อย่างเพียงพอและเหมาะสมกับเนื้อหามากน้อยเพียงใดภาพถ่ายที่ปรากฏในผลงานชุด “Nothing” นี้ จึงมีความสอดคล้องกับเรื่องราวที่ต้องการจะนำเสนอ คือความเป็นศูนย์และไม่มีจริงของความทรงจำที่นับวันยิ่งเลือนรางไปตามกาลเวลา เนื่องด้วยสาเหตุของภาพที่เลือนรางคือความเป็นไปของธรรมชาติด้วยเวลาที่เดินไปข้างหน้าเสมอและไม่มีวันที่จะหวนคืนกลับมา

จากความทรงจำที่เลือนรางนี้ได้เข้าสู่บทสรุปที่ว่าด้วยความไม่มีอยู่จริงของคำว่าความสมบูรณ์ คำว่าสมบูรณ์ดังกล่าวนี้ จะปรากฏได้ต่อเมื่อเราเองอยู่ในเวลาที่มีประสบการณ์ร่วมกับสถานการณ์ต่างๆ หากใช้การที่เรากลับไปโหยหาอดีตและหวังที่จะสัมผัสมันอีกครั้ง ดังนั้นอดีตจะไม่ปรากฏภาพที่สมบูรณ์แต่ประการใดแต่ภาพที่ปรากฏเป็นเพียงซากที่เป็นเศษเสี้ยวความทรงจำที่นำมาปะติดปะต่อใหม่ด้วยการกระทำที่เป็นปัจจุบัน เพื่อให้ได้มาซึ่งภาพที่มีการแยกตัวกันอย่างชัดเจนระหว่างอดีตและปัจจุบัน ซึ่งการลากเส้นแบ่งดังกล่าวนี้ปรากฏให้เห็นได้ในรูปของแสงสีขาว แสงสีขาวนี้ได้สถาปนาตัวเองให้เป็นแสงแห่งกาลเวลา

หลังจากที่ได้รับรู้เรื่องราวความทรงจำของผู้อื่น ที่ผ่านกระบวนการทางศิลปะที่เป็นภาพถ่ายซึ่งได้แสดงความสมบูรณ์แบบของความทรงจำ คำถามที่เป็นเสียงรำพึงรำพันในใจที่เกิดขึ้น เวลาที่ผมนึกถึงอดีตที่ได้กล่าวมาข้างต้น มันช่างเป็นสิ่งที่เน้นย้ำสำหรับตัวผมว่า สิ่งที่ผมหายไปในอดีตไม่ใช่อาการผิดปกติทางอดีตแต่ประการใด แต่หากเป็นคุณลักษณะเฉพาะของสิ่งที่เรียกว่าความทรงจำ ... สำหรับผมแล้วความทรงจำมันคือความงามที่ได้ผ่านไปอย่างสมบูรณ์และไม่มีวันที่จะกลับมาเป็นความจริงอีกครั้ง ...

12 07 10

*บทวิจารณ์นี้เป็นส่วนหนึ่งในนิทรรศการ nothing project ภายใต้โครงการ brand new 2010 art project&art critics

วันจันทร์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

one+2=สาม” สัจจะของการสร้างสัญญะกับการเล่าเรื่องใหม่


one+2=สาม” สัจจะของการสร้างสัญญะกับการเล่าเรื่องใหม่

“ถ้าหากข้าพเจ้าเทน้ำเดือดจากกาน้ำลงสู่แก้ว...น้ำในแก้วนั้นจะเหมื่อนกับน้ำในกาหรือไม่” ถ้อยคำข้างต้นนี้เป็นเพียงการตั้งสมมุติฐานเพื่อที่จะหาความจริงแท้ที่ปรากฏและไม่ปรากฏของสรรพสิ่ง ความจริงแท้ของสรรพสิ่งต่างๆนี้ยังคงเป็นคำถามที่เราต่างก็พยายามที่จะหาคำตอบถึงแม้จะรู้และมีบทสรุปสุดท้ายตรงหน้าแล้วก็ตาม บางคนอาจมีถ้อยคำที่กล่าวว่า เราจะมานั่งถกเถียงปัญหาต่างๆนี้เพื่ออะไร เราจะเอาคำตอบนี้มาเพื่ออะไร จะทำไปทำไม ถ้อยคำเดี่ยวที่ผู้เขียนนี้มีให้กับคำถามเหล่านี้คือ “ความรู้” ความรู้ในที่นี้เป็นความรู้ที่เกิดจากกระบวนการที่เรานั้นได้ค้นคว้าหาคำตอบจากสิ่งๆนั้น เพื่อต้องการความขัดเจนของความจริง และเป็นหลักฐานของความคิดที่ปรากฏออกมาเป็นรูปธรรมทางความคิด

ความจริงที่เราต้องการเข้าไปค้นหานี้ในตัวของมันเองหรือตัววัตถุสรรพสิ่งต่างๆนั้นมันมีความเป็นไปและมีพลวัตรในตัวเองทั้งสิ้น ซึ่งเราเองเข้าไปกำหนดขีดเส้นและนิยามสิ่งต่างๆด้วยระบบภาษา แต่ในกระบวนการการอธิบายความทางภาษานั้นมิสามารถตอบความจริงที่ปรากฏได้อย่าง สมบรูณ์แบบ ภาษาเป็นเพียงสัญญะที่ฉาบหน้าความจริงแท้โดยปรากฏหน้าที่แค่เพียงการนิยามหรือการเรียกขาลของสิ่งสิ่งนั้น ทั้งนี้หากพินิจคำถามข้างต้นแล้ววัตถุหรือสรรสิ่งที่ปรากฏในข้อความข้างตนนี้มี3สิ่งคือ กาน้ำ แก้วน้ำ และน้ำที่เดือด คำถามก็คือน้ำที่เทจากกาน้ำลงสู่แก้วน้ำ น้ำในแก้วเหมื่อนน้ำในกาหรือไม่ หากตอบจากสภาพความเป็นจริงน้ำเมื่อเปลี่ยนรูปจากภาชนะหนึ่งสู่ภาชนะหนึ่ง น้ำนั้นมันก็ยังคงเป็นน้ำ มิได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปเลย

หากแต่คำตอบนี้มิได้มองในกรอบของเวลาและสถานที่(time&space)ของความเป็นจริง ความเป็นจริงในสิ่งต่างมักจะเกี่ยวเนื่องกับสองสิ่งนี้ กล่าวคือ น้ำได้ถูกเปลื่ยนแปลงไปในบริบทของเวลาและผลของเวลาเกิดจากการกระทำของการเปลื่ยนแปลงสถานที่ โดยน้ำที่เปลี่ยนไปคือผลพวงของเวลาที่ทำให้อุณหภูมิของน้ำเปลี่ยนสถานะของน้ำให้เย็นลงซึ่งเป็นไปตามเงื่อนไขของเวลาและการเปลี่ยนไปของภาชนะที่บรรจุน้ำ ทั้งหมดนี้มันเกิดจากการกระทำที่ทำให้เกิดผลลัพธ์ที่มีความทับซ้อนกันระหว่างความหมายและห่วงเวลา ความจริงที่ปราฏกอยู่คือ เวลาเป็นสิ่งที่มีตัวตนและจริงแท้โดยที่เราไม่สามารถหยุดเวลาเพื่อที่จะหาคำตอบเพื่อที่จะหาคำตอบของสรรพสิ่ง “ถ้าเรามองไปในกรอบของเวลาที่เป็นจริงแล้วสาระความจริงจากคำถามนี้มิใช่อยู่ที่น้ำยังคงเป็นน้ำหรือไม่ แต่หากคือเวลานั้นมันส่งผลต่อคำตอบของความจริงของน้ำอย่างไร” ฉะนั้นแล้วสัญญะต่างๆหรือการนิยามความหมายต่างๆก็ดูด้อยค่าไปเมื่อมีความเป็นจริงและความเป็นไปของเวลาที่ยังคงเคลื่อนตัวไปข้างหน้าอย่างไม่มีจุดหยุดนิ่ง

การหาคำตอบของความจริงแท้ต่างๆนี้ไม่ได้มีแต่เพียงการการใช้ความคิดที่ปรากฏออกมาเป็นไปในรูปแบบของวาทกรรมงานเขียนเท่านั้น แต่หากยังปรากฏในรูปแบบของศิลปะ โดยในการปรากฏของรูปแบบของศิลปะในที่นี้ผู้เขียนจึงขอยกตัวอย่างผลงานศิลปะร่วมสมัยที่มีรูปแบบที่เป็นสื่อผสมของ วรรณพล แสนคำ ในผลงานชุด “สัญญะใหม่ของวัตถุกับเวลาที่ถูกรั่ง” (New Sign of object with suspended moment.) วรรณพล ได้สร้างสรรค์ผลงานศิลปะที่เกิดจากความคิดที่ว่าวัตถุต่างๆนั้นมีเรื่องราวและเวลาในตัวมันอย่างสมบรูณ์ ฉะนั้นแล้วจะมีกลวิธีที่มีการต่อลองกับวัตถุอย่างไรเพื่อที่จะให้ได้มาซึ่งการสำแดงเรื่องราวต่างๆของวัตถุออกมาให้เห็นเป็นรูปธรรมในงานศิลปะ

ผลงานศิลปะของ วรรณพล นั้นได้เลือกใช้วัตถุต่างๆที่มีเรื่องราว เนื้อหาในตัวมันเอง โดยมีการแสดงออกของเรื่องราว เนื้อหาผ่านล่องลอย พื้นผิว ที่ผ่านการใช้งานและสึกกร่อนไปตามกาลเวลา โดยกระบวนการแสดงออกของ วรรณพล มีเทคนิคและวิธีการที่สลับซับซ่อนคือ การนำวัตถุต่างๆนาๆ ที่ได้เลือก และตนเองสนใจรู้สึกกับเรื่องราวของวัตถุมาทำการซับ หรือถอดพิมพ์ โดยใช้ยางพารา และกระดาษสา ร่องรอยและพื้นผิวต่างๆของวัตถุจึงถูกถ่ายทอดมาสู่อีกวัสดุที่เป็นแม่พิมพ์ และนำร่องรอยของวัตถุนั้นมาตีแผ่นำเสนอ จัดวางในระนาบของ2มิติ

กระบวนการทำซ้ำและย้ำความเป็นจริงของวัตถุนี้ได้ปรากฏให้เห็นในผลงานของ วรรณพล โดยการเสนอความเป็นจริงของวัตถุที่มีความหมาย หน้าที่การใช้งานและตัวตนของสรรสิ่ง ซึ่งการกระทำการดั่งกล่าวนี้ได้แสดงให้เห็นถึง ความพยายามที่จะหาความเป็นไปได้ใหม่ของสิ่งที่ซ้อนเร้นในวัตถุในทางความหมายหรือ สัญญะต่างๆในการนิยามวัตถุสิ่งของนั้นๆ ซึ่งการกระทำนี้ได้กลับกลายเป็นการสลายเส้นแบ่ง/ลบล้างคุณค่าของวัตถุ วัตถุดั่งกล่าวได้เข้ากระบวนการการปรากฏรูปที่ไร้ตัวตน หรือ “ตัวตนที่ปราศจากรูป a body without organ โดย Deleuze and Guattari ( รัฐ-ชาติ ความไร้ระเบียบโลกชุดใหม่ 2549:27-34 ) มีความก่ำกึ่งระหว่างความแน่นอนของทางความหมาย/กับความอ่อนค่าทางการรับรู้ ความก่ำกึ่งที่ปรากฏอยู่นี้ได้สร้างความไม่แน่นอนของการรับรู้วัตถุสิ่งนั้น โดยผันแปรและเป็นไปตามความรู้สึกของผู้ชม วัตถุที่ถูกนำมาเสนอได้แปลงค่าเป็นถ้อยคำหนึ่งในประโยคบอกเล่าเท่านั้น แต่ประโยคบอกเล่านี้ไม่ได้ชี้ชัดบทสรุปของผู้ชมว่าจะต้องมีเป้าหมายเดี่ยวกัน ผู้ชมอาจตีความ แปลงค่า และให้การนิยามออกไปต่างๆนาๆ โดยที่อาจไม่สนใจเรื่องราวที่แฝงอยู่ในวัตถุตามที่ วรรณพล ได้มีการนำเสนอ หรือรู้สึกก็ตาม

เป็นที่น่าสังเกตว่าผลงานชุดนี้ยังมีประเด็นที่เป็นหัวใจหลักที่ปรากฏออกมาให้เห็นคือการปรากฏตัวในมิติของเวลา พื้นผิวร่องรอยที่ วรรณพล ได้นำเสนอนั้นมีเวลาปรากฏอยู่ วัตถุที่นำเสนอมีการผ่านการใช้งาน และความเป็นไปของเวลาที่ผูกโยงกับสถานที่ดั่งเดิมอยู่ ความหมายและหน้าที่ของวัตถุต่างๆนั้นมีสถานที่รองรับ โดยวัตถุดั่งกล่าวได้พรากจากที่อยู่และหน้าที่ดั่งเดิมของมันมาสู่วัตถุที่เป็นหนึ่งในภาษาของผลงานศิลปะ แน่นอนนัยยะความหมายต่างๆก็ได้ถูกลดทอนลงจากการผลัดถิ่นของวัตถุ การผลัดถิ่นที่กล่าวมานี้ได้ชี้ให้เห็นถึงวรรณพลได้เป็นผู้กระทำ ที่จะพรากความหมายเดิมสู่ความหมายใหม่ที่แตกต่างออกไป จากวัตถุที่มีหน้าที่การใช้งาน สู่วัตถุที่เป็นสสารหยุดนิ่งและกลับกลายสู่คุณค่าทางสุนทรียศาสตร์ทางศิลปะที่มุ่งประเด็นไปที่พื้นผิวที่แสดงเป็นปรากฏการตรงหน้า

สิ่งที่ทำให้เปลี่ยนแปลงต่างๆเหล่านี้ก็เป็นไปตามเงื่อนไขของเวลาและสถานที่ ในตัวผลงานทั้งวัตถุที่เป็นแม่แบบและผลลัพธ์ที่เป็นการนำร่องรอยมาตีแผ่ในรูปแบบที่คล้ายแม่พิมพ์นั้นล้วนแล้วแต่มีกาลเวลาห่อหุ้มอยู่ ดังที่ วรรณพลได้ทำการนำเสนอร่องรอยต่างๆนี้ในนัยยะของการกระทำได้มีการหยุดเวลาที่ฉาบหน้าวัตถุชั่วขณะซึ่งมีการให้นิยามของเวลาเป็นร่องรอย พื้นผิวและนำเสนอในรูปแบบ2มิติ การหยุดเวลาแล้วตีแผ่นี้ในทัศนะของผู้เขียนแล้ว “เป็นการนำเสนอที่ไม่ได้มีการหยุดเวลาแต่ประการใด แต่เป็นการนำเวลาของกาลปัจจุบันมาซ่อนทับกับหลักฐานที่เกิดจากเวลาในอดีตมาเล่าในเรื่องใหม่” แต่การเล่าเรื่องใหม่ในที่นี้มีชั้นเชิงในการนำเสนอ โดยการสลายการรับรู้เดิมสู่การรับรู้แบบใหม่ คือการทำให้หลักฐานทางกาลเวลาต่างๆที่ได้กระทำจากวัตถุ 3มิติสู่ระนาบ2มิติ การนำวัตถุที่มีความคุ้นชินมีอากาศไหลเวียนรอบด้านสู่ระนาบแบบปราศจากมิติใดๆนั้นเป็นการลดทอนคุณค่าและความหมายของวัตถุโดยเป็นรูปแบบตัวแทน/หรือร่างทรงทางความหมายของวัตถุ ร่างทรงดังกล่าวนี้มิได้ตกอยู่ที่ผลงานศิลปะที่อยู่ตรงหน้าผู้ชมเท่านั้น ผู้ชมก็ตกเป็นร่างทรงของผลงานศิลปะเข่นกันโดยการที่เข้าไปจ้องมองจากภายนอกผลงาน ที่มีการปฏิสัมพันธ์ทางความคิดกับผลงาน ตัวตนหรือความคิดของผู้ชมก็เป็นตัวตนที่ปราศจากรูปชั่วขณะ จิตใจจดจ่ออยู่กับผลงานเราจึงเป็นร่างทรงของผลงานชั่วขณะ เพราะผลงานไม่มีข้อยุติหรือสิ้นสุดแต่ประการใด ฉะนั้นผู้ชมก็ตกอยู่วงล้อมของกรอบวาทกรรมของผู้สร้างสรรค์ ผลงานของ วรรณพล จึงมีพลังในเรื่องการมีปฏิสัมพันธ์ทางความคิดระหว่างผู้ชมกับผลงานที่มีการเล่าเรื่องใหม่

แต่คำว่าเรื่องใหม่ในที่นี้มิได้เป็นเรื่องใหม่ สด สะอาดแต่ประการใด แต่เป็นการเล่าเรื่องใหม่ที่เป็นเรื่องหลังจากเรื่องเก่าที่มีเหตุการณ์ เรื่องราวที่หลงเรื่องมาจากวัตถุ วัตถุก็ยังมีตัวตนดั่งเดิมที่เป็นอยู่ ถึงแม้เรื่องราวใหม่ๆนี้เป็นเรื่องที่แตกประเด็นไปจากเดิม โดยการเปิดจินตภาพของผู้ชม แต่ก็ปฏิเสธิไม่ได้ว่ายังมีกรอบมโนทัศน์ของวัตถุดั่งเดิมอยู่ การเป็นร่างทรงก็เป็นร่างทรงที่อยู่ในกรอบมโนทัศน์เดิม ดังนั้นจินตภาพจึงไปได้ไม่ไกลกว่ามโนทัศน์เดิมของวัตถุ ฉะนั้นแล้วคำว่า“สัญญะใหม่ (New Sign)”ในผลงานนี้จึงไปไม่ถึงจุดมุ่งหมายเท่าที่ควร เป็นเพียงสัญญะหนึ่งที่เกิดจากการกระทำที่ซ่อนทับแล้วส่งผลต่อการรับรู้ความหมาย

ในที่นี้ผู้เขียนขอยกตัวอย่างที่มีการแตกประเด็นจากศิลปะสู่ประเด็นทางสังคมที่เป็นอยู่ในกาลปัจจุบันคือเหตุการณ์สถานการณ์การชุมนุมของคนเสื้อแดงหรือ นปช. ตามที่ทราบกันเหตุการณ์ทางสังคมว่าด้วยเรื่องการเมืองนี้มีบานปลายและหาข้อยุติหรือบทสรุปได้ยาก กล่าวคือการชุมนุมเรียกร้องสิทธิต่างๆว่าด้วยเรื่องการเรียกร้องประชาธิปไตร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวของระบบชนชั้น ไพร่ อมาตย์ หรือการเรียกร้องให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ได้มาจากการรัฐประหารของคณะ คมช.ต่างๆก็ดี ซึ่งที่ทางฝั่งเสื้อแดงเรียกร้องตามสิทธิของรัฐธรรมนูญนั้นก็จะดูเหมื่อนจะถูกกลบเกลื่อนด้วยวาทกรรมที่หนักแน่นว่า นปช.นั้นเป็นเพียงเสียงหรือตัวแทนของอดีตนายก ทักษิณ ชินวัตร ที่ต้องการจะโค้นล้มรัฐบาลและกลับคือสู่อำนาจเท่านั้น ข้อการเรียกร้องต่างๆหรือสิทธิในการชุมนุมในฐานะพลเมืองไทยจึงดูแบนราบและไปไม่ถึงเนื้อหาสาระที่ต้องการเรียกร้อง ฉะนั้นแล้วมโนทัศน์ของคนที่อยู่ภายนอกที่บริโภคสื่อทุนนิยมแล้วภาพลักษณ์ของกลุ่มคนเสื้อแดงหรือ นปช.จึงเป็นเพียงร่างทรงของ ทักษิณ ชินวัตร เท่านั้นเฉกเช่นเดี่ยวกับกลุ่มคนเสื้อหลากสีที่ออกมาเรียกร้องมิให้มีการยุบสภาของรัฐบาลก็ปฏิเสธิไม่ได้เช่นกันว่าเป็นกลุ่มคนหรือตัวแทนของฝ่ายตรงข้ามคือเสื้อเหลืองหรือพันธมิตรฯ ที่เคยโค่นล้ม ทักษิณ ชินวัตร ถึงแม้จะมีพัฒนาการโดยมีการละลายอัตลักษณ์เดิมสู่การสร้างอัตลักษณ์ใหม่โดยเปลื่ยนสีเสื้อแต่การกระทำทั้งหมดก็ยังมีกลิ่นอายของความเป็นสีเหลื่องอย่างเต็มที่ในฐานะกลุ่มคู่ตรงข้าม ความคลุมเครือ ไม่ชัดเจนหาข้อยุติมิได้ทางการเมืองไทยที่เป็นอยู่ในขณะนี้ได้นำพาเราสู่สถานการณ์ของสงครามกลางเมืองที่มีความรุ่นแรงของทั้งสองฝ่ายไม่ว่าจะเป็นกลุ่มคนเสื้อแดงหรือรัฐบาล(ทหาร) ทั้งสองฝ่ายนี้ล้วนแล้วแต่มีฐานะและบทบาทเป็นร่างทรงด้วยกันทั้งนั้น...

จากข้อสังเกตการณ์ในทางการเมืองที่ได้กล่าวมานี้จะสังเกตได้ว่าไม่ว่าสถานการณ์จะพลิกผันให้มีการเปลี่ยนแปลงหรือมีการเล่าเรื่องใหม่อย่างไรก็ตาม มโนทัศน์ดั่งเดิมก็ยังคงและมีตัวตนอยู่เพียงแค่ไม่ปรากฏรูปเท่านั้น แต่ทรงพลังในการแสดงออกไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมสู่ผู้เฝ้าสังเกตการณ์

เช่นเดียวกับผลงานของ วรรณพล ที่กระทำการสร้างรูปใหม่จากสิ่งเดิมโดยหลีกหนีไม่พ้นมโนทัศน์เดิมเพียงแต่มีการเสริมเติมแต่งด้วยการปรากฏตัวของร่องรอยกลาเวลา ผลงานศิลปะของเขาจึงเป็นการ Desing เรื่องราวให้มีความน่าสนใจ แต่อย่างไรก็ตามวัตถุที่มีการนำเสนอนั้นก็มีพลวัตรและเรื่องราวต่างๆครบถ้วน ผลงานศิลปะชุดนี้จึงเป็นการนำเสนอมากกว่าที่จะทดลองหรือหาความเป็นไปได้ใหม่ของวัตถุที่แสดงออกในเรื่องราวที่แสดงออกทางพื้นผิว แต่ถ้าหากจะมองความเป็นไปได้ของการทดลองนั้นก็เป็นการทดลองที่ว่าด้วยเรื่องของความรู้สึกที่ผู้ชมได้เข้ามาปฏิสัมพันธิกับผลงานและปะทะกับร่องรอยของพื้นผิววัตถุที่บ่งบอกถึงกาลเวลา ฉะนั้นแล้วผลงานของ วรรณพล เปรียบเหมื่อนกับการเทน้ำจากแก้วรดลงฝ่ามือและรับรู้ถึงความรู้สึกของความเป็นไปของน้ำ

24 hrs art criticism

16 05 10

วันพุธที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2553

อะไร-ยังไง-ทำไม? กับคำถามที่เราต้องการคำตอบ



อะไร-ยังไง-ทำไม? กับคำถามที่เราต้องการคำตอบ

บ่อยครั้งที่ข้าพเจ้าตั้งคำถามกันตนเองว่า “ สิ่งที่เราเห็นหรือสิ่งที่รู้ไม่ว่าจากประสบการณ์ก็ดีหรือจากรับมาของข้อมูลความรู้ต่างๆก็ดี ทุกสิ่งนั้นมีความจริงแท้เพียงใดอะไรหรือสิ่งใดเป็นสิ่งตัดสิน ” คำพูดที่ผู้เขียนยกขึ้นมานี้เป็นเพียงคำถามหรือข้อสงสัยโง่ๆที่ผู้เขียนได้คิดกับตนเองภายในเท่านั้น การหาคำตอบนี้ก็ยังคงวนเวียนอยู่ในโลกแห่งผู้ที่เรียกตนเองว่าเป็นผู้ที่มีความรู้ หรือบรรดาปราชญ์ต่างๆนั้นเอง

แต่ผู้เขียนเองก็มีได้มีความรอบรู้มากมายเพียงพอเพี่อที่จะหาคำตอบจากคำถามนั้นอย่างถ่องแท้ ทำได้แต่เพียงตั้งคำถามและ “สงสัย” กับบรรดาความรู้หรือวาทกรรมต่างๆที่เรายืดถือว่ามันจริงและถูกต้อง

การ“สงสัย”ดั่งกล่าวนี้นำพาไปสู่ดินแดนใหม่แห่งความรู้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด อิสระปราศจากข้อผูกมัดใดๆของอำนาจแห่งความรู้ เป็นสิ่งที่มนุษย์ทั่วไปสามารถทำได้ แต่การที่จะกระทำได้นั้นต้องปราศจาก “ความเชื่อ” ในสิ่งนั้น ดังเช่นในโลกยุคก่อนก็มีความเชื่อที่ว่าโลกกลม หรือความเชื่อที่ว่าชายฝั่งด้านตะวันออกของทวีปแอฟริกาใต้และชายฝั่งด้านตะวันตกของทวีปแอฟริกานั้นไม่เคยเชื่อมติดกัน ความเชื่อต่างๆนี้ได้ถูกพังทลายลงไปสู่ความจริงที่ล้วนแต่ด้วยความสงสัยในสิ่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบันทั้งสิ้น การที่ใครสักคนกล้าที่จะสงสัยในสิ่งต่างเหล่านี้นั้นต้องปราศจากการเชื่อและการยึดมั่นของวาทกรรมที่เป็นอยู่ในช่วงเวลาปัจจุบัน ฉนั้นและการสงสัยนี้เองก็นำพาเราไปสู่ความรู้ที่ก้าวไปข้างหน้าเพื่อให้ได้มาซึ่งวาทกรรมใหม่ที่ไม่รู้จบ

ดังที่ได้กล่าวมาการตั้งข้อสงสัยต่อสิ่งใดหรือชุดความรู้ใดๆต้องปราศจากความเชื่อและยึดติดกับสิ่งๆนั้น แต่ถ้าเรายังคงยึดติดกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งอยู่นั้นเราก็ยังคงวนเวียนกับชุดของวาทกรรมนั้นๆสืบต่อกันมา ฉนั้นแล้วความเชื่อนี้เองนับเป็นอุปสรรคอันยิ่งใหญ่ที่จะนำพาไปสู่ความรู้ใหม่ๆ

ขอสงสัยต่างที่กล่าวมานี้นำพาไปสู่การสงสัยหรือการตั้งคำถามต่อสิ่งที่มีความเชื่อและแรงศรัทธาของฝูงชนเป็นหัวใจหลัก และยากที่จะหาข้อโต้แย้งทางทฤษฎีที่เป็นในทางจิตมายืนยัน สิ่งดังกล่าวนี้คือ ศาสนา (ในที่นี้ผู้เขียนจะยกพุทธศาสนามาเป็นกรณีศึกษาเพราะเป็นศาสนาที่ผู้เขียนเชื่อและศรัทธาอยู่) พุทธศาสนาถือกำเนิดมาเนินนานหลายพันปี ชุดข้อมูลความรู้ต่างก็ยังคงสืบต่อกันมาโดยไร้ข้องสงสัยหรือการตั้งคำถาม สิ่งที่เป็นอยู่ของพุทธศาสนาในขณะปัจจุบันนี้อาจเป็นสิ่งที่เป็นความเชื่อหรือคติที่สืบต่อกันมา

คำว่าคิตนี้ ในแวดวงของปัญญาชนปัจจุบันมีคำศัพท์ที่นิยมใช้กันเพื่อที่จะกล่าวถึงแบบอย่างที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อที่จะทำให้มันเป็นจริงและเป็นไปอย่างธรรมชาติ คือคำว่า “มายาคติ(myth)” คำว่ามายาคตินี้ปรากฏในหนังสือ mythologies โดย Roland Barthes

Roland Barthes ได้ให้นิยามกับคำส่ามายาคติไว้ว่า

“มายาคติ(myth) หมายถึงการสื่อความทางคติความเชื่อทางวัฒนธรรม ซึ่งถูกกลบเกลื่อนให้เป็นที่รับรู้เสมือนว่า เป็นธรรมชาติหรืออาจกล่าวให้ถึงที่สุดได้ว่าเป็นกระบวนการของการทำให้หลงอย่างหนึ่ง แต่ทั้งนี้ก็มิได้หมายความว่ามายาคติเป็นการโกหกหลอกลวงแบบปั้นน้ำเป็นตัวหรือการโฆษณาชานเชื่อที่บิดเบือนข้อเท็จจริง มายาคติมิได้ปิดอำพรางสิ่งใดทั้งสิ้น ทุกอย่างปรากฏต่อหน้าเราอย่างเปิดเผย แต่เราต่างหากที่คุ้นชินกับมันจนไม่ทันสังเกตว่ามันเป็นสิ่งประกอบสร้างขึ้นทางวัฒนธรรม...”

สิ่งที่ผู้เขียนได้กล่าวมาว่าด้วยเรื่องการสงสัยและความเชื่อต่างๆทั้งหมดนี้ล้วนถูกเชื่อมโยงกับผลงานศิลปะที่มีสาระสำคัญหลักว่าด้วยเรื่องความเชื่อในทางพุทธศาสนาผลงานนี้เป็นผลงานของ ศุภวัฒน์ วัฒนภิโกวิท ในชุดผลงานชื่อ มายาคติกับความเชื่อทางวัตถุในพุทธศาสนา ผลงานของ ศุภวัฒน์ ชุดนี้ได้มีพัฒนาและสานต่อจากผลงานความคิดในชุดแรกเริ่มว่าด้วยเรื่องปรัชญาที่แท้จริงของพุทธศาสนา ศุภวัฒน์ ได้ค้นคว้าและแสดงออกของ หลักคำสอนในพุทธศาสนาที่เป็นลายลักษณ์อักษรมาเป็นภาษาภาพหรือผลงานศิลปะ ผลงานศิลปะดั่งกล่าวนี้มีความแตกต่างจากผลงานที่มีเนื้อหาของพุทธศาสนาแบบไทยประเพณีที่แสดงออกอย่างตรงไปตรงมาอย่างสิ้นเชิง แต่เขานำเนื้อหาของพุทธมาผสมผสานกับการแสดงออกของศิลปะในกาลปัจจุบันโดยผลงานมีกลิ่นอายของความเป็นร่วมสมัยอยู่ในตัวไม่ว่าจะเป็นเทคนิค กระบวนการคิดที่สอดคล้องกับเทคนิค หรือวิธีการนำเสนอ ศุภวัฒน์ ได้สร้างเฟรมผ้าใบด้านหน้าปรากฏรูปของพระพุทธรูปที่ไร้สิ่งสีสันใดๆมีเพียงน้ำหนักอ่อนแก่ที่ดูแล้วสงบนิ่งหันหลังให้แก่ผู้ชมผลงาน แต่เมื่อผู้ชมเข้าไปใกล้ผลงานจากภาพเขียนพระพุทธที่สงบนิ่งธรรมดานั้นก็ปรากฏแสงออกมาจากด้านหลังพร้อมกับตัวอักษรที่เป็นคำสอนของพุทธศาสนาเรียงรายเต็มผืนผ้าใบ จุดสนใจของผลงานชิ้นนี้คือการที่ผู้ชมได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการเข้าถึงสาระสำคัญของชิ้นงาน เสมือนว่าผู้ชมก็สามารถเข้าถึงแก่นสาระของพุทธศาสนาได้ด้วยการกระทำของตน ดังเช่น คำกล่าวที่ว่า “ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่ต้องกระทำมิใช้ศาสนาของการขอวิงวรเพื่อที่จะให้ได้มา(ว.วชิรเมธี)”

สิ่งที่ ศุภวัฒน์ ต้องการที่จะสื่อนั้นกล่าวคือสิ่งที่ปรากฏตรงหน้านั้นอาจมิใช่สิ่งที่จริงแท้หรือเป็นสาระเสมอไปอาจเป็นเพียงแค่เปลือกของสาระที่ซ้อนอยู่ภายใน

เป็นสิ่งที่น่าสังเกตได้ว่า ศุภวัฒน์ ก็ยังคงมองคำว่ามายาคติเป็นสิ่งที่ฉาบหน้าพุทธศาสนาในที่นี้คือพิธีกรรมหรือวัตถุทางพุทธศาสนาเท่านั้น แต่สิ่งที่ยังเป็นหัวใจหลักของพุทธศาสนาหรือคำสอนต่างๆก็มิได้ไปแตะต้องเลยโดยยังคงมีความเชื่อว่าวาทกรรมนี้เป็นสิ่งที่จริงแท้และสมบรูณ์ที่สุด กระบวนการคิดนี้แสดงให้เห็นถึงการมีอยู่จริงของวาทกรรมหลักเป็นศูนย์กลาง ทรงพลังและยิ่งใหญ่และยากที่จะตั้งคำถามหรือมีข้อสงสัย วาทกรรมที่เป็นศูนย์กลางทางความคิดนี้แสดงถึงการดำรงอยู่ของผู้ประพันธ์ (the author) ซึ่งได้แยกตัวจากระบบภาษาและผู้รับสาร แต่สิ่งที่เป็นสาระของพุทธศาสนานั้นคือสิ่งที่เป็นสาระสำคัญในชุดข้อมูลความรู้ที่มีการถ่ายทอดในระบบภาษาหรือเรียกว่า พระไตรปิฏก ที่ได้มาจากการกระทำปฏิบัติจริงของผู้ประพันธ์หรือพระพุทธเจ้า ความจริงสิ่งที่มีอยู่นี้คือภาษาที่เป็นวาทกรรมสืบทอดกันมาโดยคติหรือความเชื่อและความเชื่อในเรื่องของการมีอยู่จริงของผู้ประพันธ์ที่ถูกปรุงแต่งให้มีความจริงแท้มีบทสรุปที่แน่นอนมีแบบแผนชัดเจนเพื่อที่จะไปสู่ปลายทางคือนิพพาน

คำว่ามายาคตินี้จึงมีความน่าสนใจเมื่อถูกจับและเอาเข้ามาเชื่อมโยงกับพุทธศาสนา ที่ว่าการนำคำนี้มาเป็นสิ่งบ่งชี้ถึงเรื่องความเป็นไปของพุทธศาสนาในตอนนี้ที่ถูกฉาบไปด้วยความเชื่อที่ลวงความจริงเอาไว้เสมือนการสร้างความชอบธรรมให้แก่พุทธศาสนาที่เป็นแก่นแกนสาระที่แท้จริงว่าความจริงที่สมบรูณ์สูงสุดมันมีอยู่จริงแต่ถูกมายาต่างๆบดบังอยู่

เมื่อการมีอยู่จริงของผู้ประพันธ์(the author) เกิดมาพร้อมกับความเชื่อนั้นก็ยากที่เราจะพยายามเข้าไปศึกษาถึงโครงสร้างความรู้ต่างๆถูกวางไว้อย่างเป็นระเบียบ แต่ในความเป็นจริงโครงสร้างทางความรู้ต่างมันต้องมีการผันแปร เคลื่อนไหวไปตามบริบทของเวลาและสถานการณ์ ฉนั้นแล้วการเข้าไปศึกษาหรือการนำคำว่ามายาคติเข้าไปศึกษากับพุทธศาสนานั้นผู้กระทำการดังกล่าวต้องมีความกล้าที่จะเข้าไปศึกษาถึงรากของพุทธศาสนา เพื่อที่จะได้บทสรุปว่ามายาคตินั้นเริ่มขึ้นจากจุดไหนอย่างแท้จริง รูปแบบการตั้งคำถามต่อสิ่งต่างๆนี้อาจเริ่มต้นด้วยความคิดที่ว่า “ต่อต้านรากฐาน(Antifoundational)”เพื่อที่จะเข้าไปศึกษาและหาจุดเริ่มต้นของปัญหา

จากคำกล่าวที่ปรากฏในหนังสือ Postmodernism and Philosophy โดย Stuart Sim ได้ให้คำอธิบายคำว่า Antifoundational ดังนี้

“Antifoundationalism (การต่อต้านรากฐาน) ศัพท์เทคนิคเพื่ออธิบายสไตล์ของปรัชญานี้คือ antifoundational(การต่อต้านรากฐาน) บรรดานัก Antifoundationalists จะถกเถียงถึงความมีเหตุผลหรือความสมบูรณ์เกี่ยวกับรากฐานต่างๆของคำอธิบาย(discourse-วาทกรรม) โดยจะตั้งคำถามเช่น "อะไรที่มารับประกันความจริงรากฐานของคุณ (นั่นคือ จุดเริ่มต้น) ? ”

ทั้งนี้การต่อต้านที่ผู้เขียนได้กล่าวมานี้มิใช้การปฏิเสธอย่างไม่ลืมหูลืมตาแบบที่ไม่ได้มองถึงสาระความรู้ของรากฐานที่เราเข้าไปศึกษา กระบวนการด้งกล่าวนี้เป็นกระบวนการของ “จุดเริ่มต้น”ที่จะเข้าไปทบทวน หรือตรวจสอบวาทกรรมต่างๆที่มีความมั่นคงและเป็นศูนย์กลางอย่างพุทธศาสนา

ดังเช่นที่ได้กล่าวมา เป็นการยากที่จะเข้าไปต้องข้อสงสัยกับความรู้ของพุทธศาสนาที่มีกำแพงของความเชื่อเข้ามากั้นกล่าวนี้ปรากฏให้เห็นในผลงานศิลปะของ ศุภวัฒน์ ที่ยังปรากฏกำแพงของความเชื่อในเรื่องความจริงหรือความสมบรูณ์ในเรื่องของความรู้รากฐานนั้นๆ โดยในผลงานก็ยังปรากฏให้เห็นถึงการหยุดยั่งการวิพากษ์อยู่ที่คำว่ามายาคติ ที่เข้าไปตรวจสอบแค่ผิวนอกปราศจากการลงลึกถึงแก่นแกน การแสองออกมาเป็นผลงานศิลปะของ ศุภวัฒน์ นั้นจึงดูประนีประนอมซึ่งไม่สอดคล้องกับเนื้อเรื่องที่หยิบยกขึ้นมานำเสนอคือคำว่ามายาคติ ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่และท้าทายความคิดเป็นอย่างมาก แต่ในขณะเดี่ยวกัน ศุภวัฒน์ ก็มีความกล้าที่จะนำสิ่งที่ค่อนข้างไปด้วยกันไม่ได้มานำเสนอผ่านผลงานศิลปะ

ผลงานศิลปะของ ศุภวัฒน์ เป็นรูปแบบจิตกรรม2มิติที่มีการผสมผสานเทคนิคอย่างน่าสนใจ และสิ่งที่ยังเป็นจุดสนใจที่สุดคือการนำผู้ชมมาเป็นส่วนหนึ่งของความคิดในการสร้างสรรค์ผลงาน ผลงานของ ศุภวัฒน์ จึงไม่ตายในโลกของศิลปะหรือภายในห้องแสดงผลงาน ด้วยเทคนิคและ กุศโลบาย นี้ อาจนำพาไปสู่การเกิดการตั้งคำถามหรือข้อสงสัยของผู้ชมผลงานเองก็ได้ ผลงานศิลปะในยุคสมัยนี้ (ผู้เขียนขอใช้คำเรียกยุคสมัยนี้ว่า“ยุคหลังความเป็นไปได้ใหม่ทางศิลปะ”....) ไม่จำเป็นต้องเป็นระเบียบแบบแผน มีความสมบรูณ์แน่นอนสะอาดหมดจดในตัว หรือเป็นเพียงแค่สำแดงกระบวนการใดกระบวนการหนึ่งทางศิลปะโดยมีการเปิดโอกาสให้ผู้ชมได้คิดไตร่ตรองและเข้าไปตัดสินกับผลงานนั้นๆอย่างมีเสรีภาพของการชมผลงานศิลปะ

ท้ายที่สุดนี้ผู้เขียนขออณุญาติตั้งข้อสงสัยหรือคำถามต่อผลงานของศุภวัฒน์ชิ้นนี้ว่า “พระพุทธรูปที่ข้าพเจ้าเห็นนั้นหันหลังให้อะไรแล้วกำลังมองอะไรอยู่ ?”

กฤษฎา ดุษฎีวนิช

19 03 10 : TH

วันอังคารที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2553

การโกหกที่หมดเปลือกของ วันทนีย์ ศิริพัฒนานันทกูร


การโกหกที่หมดเปลือกของ วันทนีย์ ศิริพัฒนานันทกูร

ทุกวันนี้เรามองไปรอบๆเราผ่านตัวตนของเราผ่านสังคมตามที่ตาเห็นทุกสิ่ง

ล้วนถูกสร้างถูกพยายามทำให้มีภาพลักษณ์ที่สมบรูณ์สวยงามซึ่งเราเองก็พร้อมที่จะสามารถรับรู้ได้ว่ามัน “จริง”และ “ดี” แต่ว่าการรับสารต่างๆที่ปรากฏนั้นเป็นการรับสารที่เปราะบางและฉาบฉวย การรับสิ่งต่างๆโดยที่เรามิได้เข้าไปสัมผัสถึงแก่นแกนของความคิดหรือหยุดอยู่เพียงภาพลักษณ์ที่สวยงามที่ปรากฏตรงหน้านั้นเราก็จะพบแต่เพียงความ “จริง” และ “ดี” ที่แผ่วเบา

ในทางศิลปะก็เช่นกันการสร้างภาพลักษณ์ที่สวยและงดงามมักจะพบเห็นได้ทั่วๆไปในวงการศิลปะ แต่ปัจจุบันวงการศิลปะนั้นก็ได้แตกแขนงออกมาเป็นศิลปะที่เป็นร่วมสมัย มีความสลับซับซ่อนทางความคิดและการแสดงออก จึงอาจจะอยากต่อการเข้าถึงและเข้าใจจนอาจมีคำพูดที่ว่า “ดูอยาก” ถึงแต่อย่างปัญหาที่เป็นอุปศักย์ของผู้รับรู้หรือผู้ชมผลงานก็มิได้ทำให้ศิลปินลดละความพยายามที่จะสร้างสรรค์ผลงานศิลปะร่วมสมัยต่อไป อย่างไรก็ดีผลงานศิลปะในสายตาของผู้ชมทั่วไปแล้วการรับรู้แรกนั้นคือ “ความงาม”

ความงามนั้นมีอยู่หลากหลายรูปแบบ ทั้งความงามของการแสดงออกที่เป็นรูปธรรม หรือความงามที่เป็นนามธรรมคือทางด้านความคิด ความงามนั้นสามารถดึงดูดผู้ชมให้หยุดหรือจดจ่อกับผลงานศิลปะ ซึ่งส่งผลดีกับตัวผลงานศิลปะและศิลปิน แต่ถึงอย่างไรก็ดีความงามต่างๆเหล่านั้นอาจฆ่าผลงานศิลปะบางชึ้นได้คือ การรับรู้ของผู้ชมผลงานหยุดอยู่แค่ภาพลักษณ์ที่ฉาบหน้าผลงานมิอาจเข้าไปถึงเจตนาหรือความคิดหลักของศิลปินที่ได้คิดที่ได้พยายามถ่ายทอดออกมาเป็นรูปธรรม ความงามตามที่ได้กล่าวมานั้นอาจเป็นได้ทั้งตัวผลงานหรือตัวพื้นที่ทางศิลปะ

ความงามที่ผิดที่ผิดทางดังกล่าวปรากฏให้เห็นใน นิทรรศการ Wantanocchiodot ‘ 09 โดย วันทนีย์ ศิริพัฒนานันทกูร ซึ่งมีพื้นที่จัดแสดงคือ ardel gallery of modern art โดยในที่นี้ผลงานได้จัดแสดงในพื้นที่ใหม่ข้างๆพื้นที่เดิมซึ่งถือว่าเป็นพื้นที่ที่สวยงามด้วยการออกแบบโครงสร้างทางสถาปัตยกรรมและการตกแต่งที่งดงามทันสมัยราวกับมิใช้สถานที่แสดงงานศิลปะ ความงามที่ผิดที่ผิดทางดังกล่าวเริ่มปรากฏตั้งแต่เดินเข้ามาในพื้นที่ของ gallery ซึ่งเป็นอาคารรูปทรงเหลี่ยมที่ดู modern สีเทาด้านหน้าปูหญ้าเทียมสีเขียวสด โดยรอบพื้นที่ประดับประดาไปด้วยต้นไม้ น้อยใหญ่มากมาย ส่วนฝังพื้นที่ใหม่มีสระน้ำขนาดกลางสีฟ้าสดใสอยู่หน้าพื้นที่ห้องแสดงผลงาน “สวยจริงๆ” ความสวยที่ได้พรรณนามาเหล่านี้ได้ถูกกลืนทับเจตจำนงของพื้นที่แสดงผลงานศิลปะ ความเป็นกลางของพื้นที่ที่แท้จริงได้ขาดหายไป

เมื่อเราเข้าไปในห้องแสดงผลงานโดยผ่านสิ่งที่สวยงามต่างภายนอกมาแล้ว ความรู้สึกแรกเมื่อได้ชมผลงาน Wantanocchiodot ‘ 09 คือ “สวย” และสมบรูณ์แบบทั้งการติดตั้งและตัวผลงาน ทุกอย่างเนียบเป็นระเบียบ ดังเส้นตั้งและเส้นนอน เหมื่อนทุกอย่างได้จบและปิดฉากการสนทนากับผู้ชมไปเรียบร้อยแล้ว แต่ในกายภาพของผลงานรายละเอียดในส่วนประกอบต่างๆได้มีการเปิดรอรับการสนทนาจากผู้ที่เข้ามาชม ไม่ว่าจะเป็น กลไกลของหุ่นจำลองศิลปิน กล้องวงจรปิดที่มีการถ่ายถอดสดในห้องแสดงผลงาน และกรอบรูปที่แขวนอยู่ตามผนังห้อง ทุกอย่างล้วนรอการโต้ตอบจากผู้ที่เข้ามาชมผลงาน แต่ความสวยและความเนียบต่างๆที่ปรากฏได้ทำให้ลดทอนการโต้ตอบต่างๆลงและยังไม่สามารถเข้าถึงแก่นความคิดของผลงานศิลปะชิ้นนี้ได้

ปัญหาดังกล่าวอาจเกิดจากตัวพื้นที่และมโนทัศน์ของพื้นที่ที่ยังข่มตัวผลงานศิลปะ มโนทัศน์ของพื้นที่ดังกล่าวนี้เป็นพื้นที่ที่สมบรูณ์และสวยงามผลงานที่เคยผ่านการจัดแสดงส่วนใหญ่เป็นผลงานที่สวยและจบสมบรูณ์ในตัวผลงาน จนอาจกลายมาเป็นภาพจำของตัวพื้นที่ ดังนั้นอาจส่งผลต่อผลงานศิลปะของวันทนีย์ ที่อาจยังไม่ต้องการที่จะจบและสมบรูณ์ในตัวผลงาน

ความสวยและสมบรูณ์ดังกล่าวได้สร้างปัญหาต่อการรับรู้ที่แท้จริงของผลงาน ความคิดต่างๆที่วันทนีย์ ต้องการนำเสนอผ่านการสร้างเรื่องราวที่เป็นจริง ไม่จริง หรือกึ่งจริงกึ่งไม่จริงต่างๆนั้นได้หยุดนิ่งและแสดงออกมาเพียงแค่สิ่งเดียวคือ “จริง” ความจริงในสิ่งที่เห็นหยุดนิ่ง แข้งกระด้าง เป็นรูปธรรม ลูกล้อลูกชนของกระบวนการคิดได้ขาดหายไปแต่การขาดหายไปนี้มิใช่ไม่มีอยู่ในผลงานแต่ได้ถูกส่วนอื่นบดบัง ถ้าได้ติดตามผลงานของวันทนีย์ ที่ผ่านมาแล้วจะสังเกตได้ว่าวันทนีย์นั้นมีความสดและความมันส์ในตัวผลงานไม่ว่าจะเป็นการเล่นกับร่างกายและพื้นที่สาธารณะ หรือการโกหกหรือหลอกลวงของวงการศิลปะร่วมสมัย ซึ่งในครั้งนั้นได้สร้างการโต้ตอบหรือบทสนทนามากมายของผู้ที่เข้ามาชมผลงาน ผลงานต่างๆที่ได้กล่าวมานี้ล้วนมีการปฏิสัมพันธ์กับผู้คนและพื้นที่ทั้งสิ้น แต่ในครั้งนี้ กลับกลายเป็นการตัดขาดจากสิ่งรอบตัวและยังปล่อยให้พื้นที่แสดงออกหรือทำงานมากกว่าตัวผลงานศิลปะ การตัดขาดดังกล่าวส่งผลถึงรายละเอียดส่วนประกอบในงานศิลปะของวันทนีย์ ส่วนประกอบที่ต้องการที่จะสื่อถึงการนำวัฒนธรรมไทยมาเร่ขายในงานศิลปะร่วมสมัย ความไม่ชัดเจนของการแสดงออกนี้ทำให้การวิพากย์ไม่สามารถเข้าไปถึงจุดของผลงานได้เช่นกัน การวิพากษ์นี้จึงเป็นเพียงแค่การกล่าวถึงภาพร่วมของนิทรรศการ บทสนทนาจึงถูกจำกัดและไปไม่ถึงตัวความคิด เพราะผลงานถูกฉาบไปด้วยความงาม ความสมบรูณ์และความจริง ซึ่งเป็นสิ่งที่อันตรายต่อผลงานศิลปะร่วมสมัยที่มีความคิดที่สลับซับซ่อนอยากต่อการรับรู้อย่างแท้จริง สิ่งที่ได้จากการชมผลงานครั้งนี้อาจได้แค่เพียงผลงานศิลปะที่เป็นรูปธรรมที่เป็นจริง “สวย” และ “ดี”

24 hrs art criticism

07 11 09

เกี่ยวกับฉัน